การเลือกซื้อสินค้าอย่างชาญฉลาด ตอนการเลือกซื้อตู้เย็น

นอกจากเครื่องปรับอากาศที่ช่วยลดอุณหภูมิในร่างกายของเราให้คลายร้อนแล้ว ตู้เย็นก็เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าอีกประเภทที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้นในวันนี้เราจึงขอแนะนำการเลือกซื้อตู้เย็นมาให้ท่านได้ทำความเข้าใจกันครับ
1. ฉลากประหยัดไฟ โดยฉลากนี้จะเป็นสติ๊กเกอร์ที่ติดอยู่ที่ตู้เย็น ออกโดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)เป็นผู้ตรวจสอบและรับรองคุณภาพ โดยเจ้าฉลากประหยัดไฟนั้น กำหนดเป็นตัวเลขตั้งแต่เลข 1-5 เลข 1 หมายถึงได้คะแนนประสิทธิภาพต่ำสุด และเลข 5 หมายถึงได้คะแนนประสิทธิภาพสูงสุด
2. ขนาดของครอบครัว อันนี้เกี่ยวข้องโดยตรง เนื่องจากคนมากก็ย่อมต้องมีของกินมากเป็นธรรมดา โดยคำนวนดังนี้ ขนาดประมาณ 2.5 ลูกบาศก์ฟุต(คิว) เพียงพอสำหรับคน 2 คนแรกของครอบครัว จากนั้นก็เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1 ลูกบาศก์ฟุต (หรือเพิ่ม 1 คิว) ทุก ๆ 1 คน
3. ฉนวนกันความร้อนที่มีขนาดหนา และเป็นชนิดแบบโฟมอัด เพราะความหนาของโฟมมีผลต่อการเก็บรักษาความเย็น และเพื่อไม่ให้มีการสูญเสียความเย็นมากเกินไป
4. ตู้เย็น 2 ประตู จะกินไฟมากกว่าตู้เย็นประตูเดียวในขนาดความจุเท่ากัน เนื่องจากใช้ท่อน้ำยาเย็นที่ยาวกว่า แต่ในขณะเดียวกัน ตู้เย็นแบบ 2 ประตูนั้นก็จะมีการสูญเสียความเย็นน้อยกว่า
5. ตู้เย็นชนิดที่มีระบบละลายน้ำแข็งอัตโนมัติ จะกินไฟมากกว่าระบบที่มีปุ่มกดละลายน้ำแข็ง
จำสั้นๆง่ายๆแบบนี้ก็ได้ ถ้าเลือกซื้อสินค้าที่เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้า ให้มองหาฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ต่อมาก็เลือกตามขนาดของครอบครัว ครอบครัวเล็กก็เลือกตู้เล็ก ครอบครัวใหญ่ก็เลือกตู้ใหญ่ ที่เหลือก็ดูประตูตู้เย็นว่ามีความหนามากขนาดใหน หนามากก็เก็บความเย็นได้มาก ส่วนอื่นๆก็แล้วแต่ชอบครับ

การเลือกซื้อของอย่างชาญฉลาด ตอนเลือกซื้อรองเท้าวิ่ง

ด้วยค่าครองชีพที่ถีบตัวสูงขึ้น ทำให้ทุกคนต้องดิ้นรนเพื่อหาปัจจัยมาเลี้ยงชีพ นี่คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ละเลยการออกกำลังกาย โดยให้เหตุผลว่า “ไม่มีเวลา” หรือบ้างก็บอกว่าทำงานกลับมาก็เหนื่อยแล้ว ไม่มีแรงไปออกกำลังกาย ครั้นจะไปออกกำลังกายตาม Fitness ที่อยู่ตามห้างดัง ก็ต้องเสียค่าสมาชิกสูงลิบลิ่ว นี่คือสาเหตุที่ทำให้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่ออกกำลังกาย
แต่วันนี้ผมจะแนะนำการออกกำลังกายที่ไม่ต้องเสียค่าสมาชิก ออกกำลังกายได้ทุกวัน ทั้งปีวัน เวลาใดก็ได้ไม่จำกัด แถมยังดีต่อสุขภาพมากอีกด้วย ไช่ครับ ผมกำลังพูดถึงการออกกำลังกายด้วยการ ”วิ่ง” แต่เพื่อให้การวิ่งมีความปลอดภัย ผมขออนุญาตแนะนำรองเท้าที่ใช้วิ่งกันก่อน
1. พื้นรองเท้าต้องหนา นุ่ม รองรับแรงกระแทกที่เกิดระหว่างการวิ่งได้ดี เพื่อป้องกันการบาดเจ็บระหว่างการวิ่ง และป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับเข่าได้อีกด้วย
2. มีรูระบายอากาศ เพราะขณะวิ่งเหงื่อที่เท้าเราจะออกมาเยอะมาก หากไม่มีรูระบายอากาศแล้วล่ะก็ จะทำให้เกิดกลิ่นอับที่เท้า และก่อให้เกิดโรคผิวหนังที่เท้าได้อีกด้วย
3. ขนาดรองเท้า อันนี้สำคัญมากครับ เพราะหากคุณสวมใส่รองเท้าที่ใหญ่ไป ทำให้วิ่งไม่สะดวก หรือใส่คู่ที่เล็กไป ก็จะเกิดอาการที่เรียกกันว่า “รองเท้ากัด” ได้ เพราะฉะนั้นเลือกคู่ที่ใส่แล้วสบาย เหมาะกัยเท้าเราที่สุด
สุดท้ายต้องทดลองสวม แล้วเดินหรือวิ่งดู หากไม่สบายเท้าแนะนำให้เปลี่ยนไปลองคู่อื่น อย่าไปเกรงใจพนง.ขาย เพราะถ้าใสแล้วไม่สบายเท้า อาการบาดเจ็บอาจจะเกิดขึ้นได้ในขณะวิ่งครับ

การเลือกซื้อสินค้าอย่างชาญฉลาด ตอนเลือกซื้อรถยนต์มือสอง

ในปัจจุบันเราปฎิเสธไม่ได้ว่ารถยนต์มีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันของเราเป็นอย่างมาก เนื่องจากความสะดวกในการเดินทาง ช่วยย่นระยะทางในการเดินทางให้สั้นลง แต่เราจะเลือกอย่างไรให้ได้รถยนต์มือสองที่ราคาถูก และคุณภาพดี ที่สำคัญไม่ถูกหลอกจากเต็นท์รถมือสองที่มีอยู่กลาดเกลื่อนเมืองในขณะนี้ วันนี้ผมจึงเอาข้อมูลในการเลือกซื้อรถมือสองมานำเสนอ เพื่อให้ทุกท่านใช้ในการตัดสินใจเลือกซื้อรถมือสองได้อย่างง่ายดายมากขึ้น
1. เลือกเต็นท์ที่น่าเชื่อถือ ดูเต็นท์ใหญ่ มีรถให้เลือกเยอะ เพราะถ้ามีรถน้อย ทำให้เรามีตัวเลือกไม่มาก ไม่มีตัวเปรียบเทียบ ที่สำคัญถ้าเราติดปัญหาเรื่องของไฟแนนซ์ ทางเต็นท์ยังสามารถช่วยเดินเรื่องให้เราได้อีกด้วย
2. ราคา ลองเปรียบหลายๆเต็นท์ว่าราคากลางของรถรุ่นที่เราอยากได้ ราคาอยู่ที่เท่าไหร่ และค่อยนำข้อมูลด้านอื่นมาประกอบเช่น สี,ปีที่ผลิต,อุปกรณ์เสริมต่างๆเช่น ชุดแต่ง, แม๊กซ์, เครื่องเสียง ฯ
3. ยี่ห้อ,รุ่น และปีรถ ข้อนี้อยากให้เน้นที่ตัวเราชอบครับ เพราะเราเป็นคนใช้รถ ถ้าเราซื้อตามคำแนะนำคนอื่นบางทีใช้ไปซักพักจะเริ่มรู้สึกเบื่อครับ ทำให้ต้องเปลี่ยนรถบ่อย แนะนำให้เลือกที่เราชอบ เพราะเราจะใช้มันได้นานโดยไม่รู้สึกว่าอยากเปลี่ยน แต่ละยี่ห้อก็มีข้อดี ข้อเสียแตกต่างกันไป ลองศึกษาจากเว็บไซต์ดูข้อมูลเพียบ ที่สำคัญจะได้รถที่เราถูกใจจริงๆ
4. สุดท้ายสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญที่สุดคือ การส่งค่างวดต่อเดือนอยู่ที่เท่าไหร่ เราไหวหรือไม่ ให้ลองคำนวณดูง่ายๆเช่นเรามีเงินเดือน 15,000 บาท ใช้จ่ายเดือนละ 6,000 บาท ผ่อนเดือนละ 5,000 บาท จะเหลือเดือนละ 4,000 บาท แต่อย่าลืมคำนวณค่าน้ำมันด้วยนะครับ เดือนละเท่าไหร่ ให้คำนวณตามระยะทางที่เราใช้ทุกวัน เช่นขับรถไปทำงาน เติมอาทิตย์ละ 1,000 บาท ก็ตกเดือนละ 4,000 บาท เงินเดือนก็หมดแล้ว อย่างนี้ไม่แนะนำครับ เพราะเราต้องเผื่อฉุกเฉินไว้ด้วย เผื่อเกิดอะไรขึ้น ควรจะจ่ายค่างวดอยู่ที่เดือนละ 4 – 5,000 บาทก็พอครับ เอาเท่าที่ไหว
หวังว่าคำแนะนำของผมคงทำให้ท่านตัดสินใจง่ายขึ้น และขอให้ได้รถที่ทุกท่านถูกใจในราคาที่ทุกท่านพอใจนะครับ

การเลือกซื้อสินค้าอย่างชาญฉลาด ตอนการเลือกซื้อเครื่องซักผ้า

  ทุกวันนี้ เครื่องซักผ้านับเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าอีกประเภทหนึ่งที่หลายครอบครัวต้องมีติดบ้านเอาไว้ เพราะเครื่องซักผ้าเป็นตัวช่วยในการทำความสะอาดเสื้อผ้าที่จะทำให้คุณเบาแรงลงได้มากเลยทีเดียว แต่การจะเลือกซื้อเครื่องซักผ้าสักเครื่องหนึ่งในถูกใจและคุ้มค่านั้น มีอะไรที่ต้องพิจารณาบ้าง วันนี้ผมมีมีขั้นตอนการเลือกเครื่องซักผ้ามาฝากกันครับ
1. ปริมาณของผ้าที่จะซัก คือถ้าอยู่คนเดียวซักไม่เยอะ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ถังใหญ่ เนื่องจากถังใหญ่ต้องปริมาณน้ำค่อนข้างมากในการซักแต่ละครั้ง แนะนำประมาณ 3 – 5 กิโลกรัม แต่ถ้าครอบครัวอยู่กันหลายคนก็เลือกแบบถังขนาดใหญ่เลยครับ ซักทีเดียวคุ้มดี ไม่เปลืองทั้งน้ำ ไม่เปลืองทั้งไฟ แนะนำขนาด 6 – 8 กิโลกรัม
2. รอบของการหมุน (RPM) ยิ่งรอบในการหมุนมีความเร็วมากเท่าไหร่ ยิ่งมีผลต่อความเร็วในการซักผ้ามากขึ้นเท่านั้น แต่ถ้าความเร็วรอบสูงไม่เหมาะกับผ้าที่เนื้อบาง เนื่องจากจะทำให้เนื้อผ้าเกิดความเสียหายได้ แนะนำให้ใส่ในถุงตาข่ายสำหรับซักผ้าอีกชั้นก่อนใส่ลงในเครื่องซักผ้า
3. ประเภทของเครื่องซักผ้า มีหลายประเภทอาทิเช่น
* ฝาบนสองถัง ทำงานแบบกึ่งอัตโนมัติ ไม่ค่อยสะดวกเพราะต้องย้ายผ้าเอง
* ฝาบนแบบถังเดี่ยว อัตโนมัติ ไม่ต้องคอยมาย้ายถัง สะดวกราคาไม่สูง
* ฝาหน้า เหมาะกับผู้ต้องการถนอมเนื้อผ้า ซักผ้าได้สะอาดใกล้เคียงกับการซักมือมากที่สุด แต่ราคาค่อนข้างสูง
* ฝาหน้า และอบผ้าในตัว คุณสมบัติเหมือนเครื่องฝาหน้าทั่วไป แต่เพิ่มการอบผ้าด้วย ทำให้ผ้าแห้งโดยไม่ต้องตาก เหมาะสำหรับผู้ที่มีพื้นที่ไม่มาก
เป็นไงครับ ข้อมูลที่ผมนำมาฝาก หวังว่าคงทำให้ท่านคชตัดสินใจซื้อเครื่องซักผ้ากันง่ายขึ้นนะครับ
          

การเลือกซื้อสินค้าอย่างชาญฉลาด ตอน การเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศ

ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวของเมืองไทย ทำให้เครื่องปรับอากาศเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความจำเป็นสำหรับทุกครัวเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการแข่งขันทั้งในเรื่องของราคา และโปรโมชั่น ของผู้ผลิต จึงทำให้มีราคาถูกลงจึงทำให้สามารถเป็นจำของได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อด้วยเงินสด หรือระบบเงินผ่อนก็มีให้เลือกมากมาย ดังนั้นวันนี้เราจึงขอแนะนำวิธีการเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศมาให้ได้ศึกษา ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ
1. ขนาดของห้องที่จะติดเครื่องปรับอากาศ เพราะขนาดของห้องมีผลต่อความเย็น ถ้าเราใช้เครื่องปรับอากาศที่มีขนาด BTU น้อยไปติดในห้องที่มีขนาดใหญ่ จะทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนัก เย็นช้า กินไฟมาก ในขณะเดียวกัน ถ้าติดเครื่องปรับอากาศที่มีขนาด BTU มาก ไปติดในห้องที่มีขนาดเล็ก ก็จะทำให้อากาศเย็นเกินไป และเสียค่าไฟมากเกินความจำเป็น ดังนั้นเราจึงควรคำนึงถึง ขนาดห้องที่เราจะติดก่อนการตัดสินใจเลือกซื้อ
2. ขนาดของ BTU (British Thermal Unit) คือขนาดทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศมีหน่วยเป็น 1 ตันความเย็น เท่ากับ 12,000 BTU เหตุผลที่เราต้องเลือกขนาด BTU ให้เหมาะสม เพราะถ้า BTU สูงไปจะทำให้คอมเพรสเซอร์ตัดบ่อย ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง และให้เกิดความชื้นภายในห้อง แต่ถ้า BTU น้อยไป จะทำให้คอมเพรสเซอร์ทำงานตลอดเวลา เพราะความเย็นไม่ถึงตามที่ตั้งไว้ ทำให้สิ้นเปลืองและส่งผลให้เครื่องปรับอากาศเสียเร็วอีกด้วย ดังนั้นเราจึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
3. อัตราการกินไฟ บางยี่ห้อราคาถูกมาก 12,000 BTU แต่ราคาไม่ถึงหมื่น ต้องศึกษารายละเอียดให้ดี เพราะเครื่องปรับอากาศไม่เหมือนพัดลมที่เปิดไว้ทั้งก็กินไฟไม่เท่าไหร่ แต่เครื่องปรับอากาศถ้าเปิดไว้ทั้งวันล่ะก็ สิ้นเดือนได้มีหงายหลังกันบ้าง กับค่าไฟที่มหาศาล ดังนั้นเราจึงควรเลือกเครื่องปรับอากาศที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ซึ่งทำให้เรามั่นใจว่าเป็นเครื่องปรับอากาศที่มีอัตราการกินไฟน้อยที่สุด และทำให้ไม่สิ้นเปลืองโดยใช้เหตุ
หวังว่าร้อนนี้ทุกท่านคงมีความสุขกายสุขใจ เลือกซื้อเครื่องปรับอากาศได้ถูกใจ สบายกระเป๋ากันทุกท่านนะครับ

การเลือกซื้อของอย่างชาญฉลาด ตอนเลือกซื้อกีตาร์โปร่ง

คงปฎิเสธไม่ได้ว่ากีตาร์เป็นเครื่องดนตรีที่ผู้ชายทุกคน รวมถึงผู้หญิงส่วนใหญ่ชื่นชอบที่จะเล่น ดังนั้นในวันนี้จะมาแนะนำให้ทุกท่านรุ้จักกีตาร์แต่ละประเภทว่ามีอะไรบ้าง และแต่ละประเภทมีความแตกต่างกันอย่างไร เพื่อที่ให้ท่านทั้งหลายได้ตัดสินใจเลือกซื้อกันง่ายขึ้น

1. กีตาร์โปร่ง หรือ Acoustic Guitar คือกีตาร์ที่นิยมเล่นกันมากที่สุด เพราะราคาถูก หาซื้อง่าย สายไม่แพง มีราคาตั้งแต่พันกว่าบาท ไล่ไปถึงหมื่นกว่าบาท กีตาร์ประเภทนี้เหมาะกับการเล่นทั่วไป เสียงจะออกมากลางๆไม่ทุ้มหรือแหลมจนเกินไป
2. กีตาร์โปร่งหลังเต่า คือ Acoustic Guitar ประเภทหนึ่งที่หลังกีตาร์มีลักษณะนูนคล้ายหลังเต่า ทำให้ได้เสียงที่ทุ้ม นุ่มลึก บางยี่ห้อใช้วัสดุชนิดเดียวกับที่ใช้ทำใบพัดเฮลิคอปเตอร์มาทำหลังกีตาร์ ทำให้มีความแข็งแรงเป็นอย่างมาก
3. กีตาร์คลาสสิค เป็นกีตาร์ที่ใช้เอ็นมาทำเป็นสาย ทำให้เสียงที่ได้มีความนุ่ม ตัวคอกีตาร์จะสั้นกว่ากีตาร์โปร่งทั่วไป และตัวกีตาร์จะมีลักษณะแคบกว่า วิธีการเล่นก็แตกต่าง เพราะจะเน้นไปทางการเกาสาย (Finger Style) วิธีการเล่นที่ภูกต้องจริงๆจะต้องมีเก้าอี้ตัวเล็กๆมาวางรองที่เท้าเอาไว้ และเอาตัวกีตาร์วางไว้บนต้นขาข้างที่ยกสูงขึ้นมา และใช้วิธีการการเกาสาย จะทำให้ได้เสียงที่ไพเราะ ไม่เหมาะกับการนำมาตีคอร์ด เนื่องจากสายที่เป็นเอ็น จะเสียงไม่ดังเท่าสายกีตาร์ที่เป็นโลหะ
สุดท้าย ถ้าชอบแบบตีคอร์ดทั่วๆไป หรือเล่นสนุกๆกับเพื่อน ก็แนะนำกีตาร์โปร่ง ถ้าต้องการความคงทนก็กีตาร์โปร่งหลังเต่า ส่วนถ้าต้องการความนุ่นลึกสไตล์ Finger Style ล่ะก็แนะนำกีตาร์คลาสิคครับ

การเลือกซื้อสินค้าอย่างชาญฉลาด ตอน การเลือกซื้อ Notebook

การเลือกซื้อสินค้าอย่างชาญฉลาด ตอน การเลือกซื้อ Notebook
วันนี้ผมจะมาแนะนำการเลือกซื้อ Notebook อย่างไรให้คุ้มค่ากับเงินที่เสียไปให้ได้มากที่สุด โดยใช้หลักการดังที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้ จะทำให้ทุกท่านได้สินค้าที่คุ้มกับเงินที่ท่านเสียไปอย่างแน่นอน
1. งบประมาณ เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะบางคนอยากได้ Notebbok ที่สเปคดีๆเอาแรงๆ แต่ราคาถูก ?
ต้องระวังนะครับ หวังจะได้ของดีราคาถูก สุดท้ายกลายเป็นถูกหลอก เสร็จโจรมาหลายรายแล้วครับ
2. งานที่ใช้ ก่อนอื่นต้องถามตัวเองก่อนว่าเราซื้อมาใช้ทำอะไร เพราะ Notebook แต่ละประเภทออกแบบมาให้ใช้งานต่างกัน ทำให้ราคาต่างกันด้วย เช่นถ้าคุณเล่นเกมส์ หรือเน้นงานกราฟฟิค ก็เลือกซื้อตัวที่ที Graphic Card แต่ถ้าซื้อมาพิมพ์งานธรรมดา หรือซื้อมาเพื่อเล่น Facebook อย่างเดียว ผมแนะนำ สเป็คธรรมดา ที่ไม่ต้องมี Graphic Card ก็ได้ เพราะจะประหยัดลงไปประมาณ 2 – 3 พันบาท
3. การรับประกัน เป็นเรื่องสำคัญครับ เพราะสินค้าอิเลคทรอนิกส์ทุกชนิดส่วนใหญ่จะเจอปัญหาแบบนี้แทบทั้งสิ้น ดังนั้นเราจึงควรเลือกดูแบรนด์ที่มีการรับประกันนานๆ หรือบางแบรนด์ก็สามารถที่จะซื้อประกันเพิ่มได้ ราคาประมาณ 2 พันกว่าบาท สำหรับการรับประกันเพิ่มอีก 2 ปี
4. ศูนย์บริการ นี่ก็เป็นอีกปัจจัยที่ควรต้องคำนึงถึงครับ เพราะบางท่านซื้อสินค้าที่ต่างจังหวัด แต่ศูนย์ซ่อมอยู่กรุงเทพ ใช้เวลาซ่อมทีนานเป็นเดือน ทำให้เสียเวลาในการทำงาน ยิ่งถ้าเป็นเครื่องที่ใช้ทำมาหากินด้วย ยิ่งลำบากเข้าไปใหญ่
5. โปรโมชั่น ขอยกไว้เป็นข้อสุดท้ายครับ เพราะสำหรับการซื้อ Notebook สำคัญน้อยที่สุด หลายท่านให้ความสำคัญกับเรื่องโปรโมชั่นอันดับแรก ทำให้บางครั้งได้ Notebook มาไม่เหมาะสมกับงานที่ตนเองทำ ดังนั้นพิจารณาข้ออื่นก่อนนะครับ แล้วค่อยมาดูของแถม
สรุปคือถ้าคิดจะซื้อ Notebook ซักเครื่องควรจะคำนึงถึงเงินในกระเป๋า งานที่จะต้องใช้ทำ การรับประกัน และศูนย์บริการเป็นหลักครับ ส่วนจะซื้อที่ใหน ซื้อกับใครๆก็เน้นถูกใจเข้าว่าครับ โชคดีครับ

การเลือกซื้อของอย่างชาญฉลาด ตอนเลือกซื้อโทรศัพท์มือถือ

การเลือกซื้อของอย่างชาญฉลาด ตอนเลือกซื้อโทรศัพท์มือถือ
ในปัจจุบันโทรศัพท์มือถือนับได้ว่าเข้ามามีบทบาทในชีวิตของทุกคนเป็นอย่างมาก เดี๋ยวนี้มองไปทางใหนก็มีแต่คนยกโทรมือถือขึ้นมาเล่นทังนั้น ไม่ว่าจะเป้นบนรถไฟฟ้า, ร้านอาหาร หรือแม้กระทั่งในบ้านเองก็ตาม
ดัวนั้นวันนี้ผมจึงจะมาแนะนำวิธีการเลือกซื้อโทรศัพท์มือถือให้ได้ตรงกับความต้องการของทุกท่านมากที่สุด
1. ราคา เมื่อเทียบกับสเปคและฟังก์ชั่นการใช้งาน บางคนบอกว่าขอสเปคสูงๆไว้ก่อน ราคาไม่เกี่ยง ก็ว่ากันไป
เริ่มต้นตอนนี้ก็ประมาณ 5 ร้อยบาทก็หาซื้อได้แล้ว อย่างเช่น Samsung ก็ 690 บาท หรือจะเป็น House brand อย่าง i-mobile ก็เพียบพร้อมไปด้วยฟังก์ชั่นการทำงานอาทิ 2 ซิม ดูทีวี ถ่ายรูป facebook ก็เริ่มต้นที่พันกว่าบาท แต่คุณภาพก็ว่ากันอีกเรื่องนึง
2. สเปค ถามว่าทำไมต้องสนใจสเปค ไช่ครับถ้ามือถือเอาไว้ใช้โทรเข้า-ออก อย่างเดียวคงไม่ต้องไปสนใจ แต่
ปัจจุบันมือถือทำอะไรได้มากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง ฟังเพลง หรือเล่นเกมส์บนมือถือ ดังนั้น
ประสิทธิภาพของตัวเครื่องจึงเป็นเรื่องสำคัญ หลักๆที่ต้องดูคือ ความเร็วของ CPU , RAM (หน่วยความจำ
ชั่วคราว) Internal Storage (หน่วยความจำภายใน) ความละเอียดกล้องกี่ล้านพิกเซล (ยิ่งมากยิ่งละเอียด)
ความละเอียดหน้าจอ ยิ่งตัวเลขมาก สีสันหน้าจอจะยิ่งสดใส
3.ระบบปฎิบัตการ ถ้าตัดระบบปฎิบัติการ Symbian OS ที่เคยโด่งดังในอดีตของ Nokia ไปแล้วล่ะก็ ปัจจุบัน
ก็เห็นจะมีอยู่ 3 เจ้าที่มือถือทั่วโลกใช้กันอยู่ ได้แก่ iOS ที่มาในมือถือระดับโลกอย่าง iPhone ต่อมาคือ
Android ที่พัฒนามาจาก Linux โดย Google ที่เป็น Open Source Program และสุดท้ายที่ต้องดูกัน
ยาวๆว่าจะสู้กระแสของพี่เบิ้ม 2 เจ้าแรกได้หรือไม่อย่าง Windows Mobile 8 ชอบแบบใหนก็เลือกเอาครับ
4.การรับประกัน ถ้าคุณซื้อศูนย์ล่ะก็ สบายใจได้เลย แต่ถ้าคุณเลือกที่จะซื้อกับร้านค้าตู้กระจกล่ะก็ ต้องทำใจครับ
เพราะราคาจะถูกกว่าพอสมควร โดยเฉพาะถ้าเป็นเครื่องหิ้วจากเมืองนอก แต่ต้องระวังเรื่องการรับประกัน
เพราะบางครังถ้าเครื่องเสีย ค่าซ่อมแพงกว่าส่วนต่างที่คุณซื้อในเมืองไทยซะอีก
ทีนี้การตัดสินใจซื้อมือถือเครื่องใหม่ของคุณคงจะไม่ไช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้วไช่ไหมครับ

การเลือกซื้อของอย่างชาญฉลาด ตอนเลือกซื้อทีวี

การเลือกซื้อของอย่างชาญฉลาด ตอนเลือกซื้อทีวี
หลังจากที่มีข่าวว่าเมืองไทยจีมีฟรีทีวีที่จะออกอากาศในระบบดิจิตอล ดังนั้นกระแสดิจิตอลทีวีจึงกลับมาคึกคักเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น Plasma TV, LCD TV รวมไปถึง LED TV ที่บรรดายักษ์ใหญ่ในวงการทีวีบ้านเรานำมาลดราคาและโปรโมชั่นอีกมากมาย ล่อตาล่อใจให้ลูกค้าที่กำลังมองหาทีวซักเครื่อง แต่ทีวีประเภทใหนล่ะที่เหมาะกับเราที่สุด ผมจะอธิบายความแตกต่างของทีวแต่ละประเภท เพื่อที่ท่านจะได้นำเป็นใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจ
1.Plasma TV เป็นทีวีที่ใช้การยิงประจุในการสร้างภาพ ข้อเสียคือความร้อนสูง และไม่สามารถค้างที่สีใดสีหนึ่งนานๆได้ เช่นการฉายภาพนิ่งติดต่อกันสักพัก ความร้อนจะส่งผลทำให้เกิดจอไหม้ ที่สำคัญกินไฟมาก แต่ข้อดีคือดูทีวีระบบธรรมดาชัดมากกว่า LCD TV และ LED TV ราคาถูกมาก คุณสามารถซื้อ Plasma TV 50 นิ้วได้ในราคาไม่ถึง 2 หมื่นบาท ยี่ห้อที่แนะนำได้แก่ Panasonic, Samsung และ LG
2.LCD TV ทีวีประเภทนี้พัฒนาขึ้นมาจาก Plasma TV อีกที ใช้ผลึกคริสตัลเหลวในการผลิตจอ (Liqiud Crystal Display) และใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์ในการให้แสงส่วาง ข้อเสียคือ Contrast (ค่าความต่างระหว่างสีขาวกับสีดำ) ยังไม่สูง ทำให้สีขาวจะออกเหลือง สีดำจะออกเป็นสีเทา หนังที่เป็นฉากกลางคืนจะดูไม่ค่อนรู้เรื่อง ข้อดีคือความร้อนไม่สูงเมื่อเทียบกับ Plasma TV และกินไฟน้อยกว่า ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 1 หมื่นปลายๆสำหรับขนาด 32นิ้ว ยี่ห้อที่แนะนำได้แก่ Sony, Samsung และ LG
3.LED TV พัฒนามาจาก LCD TV อีกทีนึง แต่สิ่งที่แตกต่างคือการใช้หลอด LED วางแทนฟลูออเรสเซนต์ ทำให้บางมากขึ้น และความร้อนไม่สูง บางยี่ห้อมาพร้อมกับฟังก์ชั่น 3D ที่ช่วยเพิ่มอรรถรสในการรับชมภาพยนต์ที่คุณโปรดปราน ลองนึกภาพ LED TV 50 นิ้วจัดคู่กับ Home Theater เสียงดีๆสักชุด แค่นี้กเปรียบเสมือนโรงหนังย่อมๆในบ้านคุณเลยล่ะ ข้อดีคือ Contrast สูง สีดำสมจริง สีขาวให้ความส่วางที่ไม่หลอกตา แต่แน่นอน คุณสมบัติเพียบพร้อมขนาดนี้ ค่าตัวก็ย่อมสูงเป็นธรรมดา สำหรับ LED TV รุ่นล่างๆที่เป็น Edge LED TV (การวางหลอด LED ที่ขอบบนและล่างของจอ) จะอยู่ที่ 2 หมื่นต้นๆ ส่วนรุ่นที่เป็น 3D จะบวกเพิ่มไปอีกประมาณ 3 พันบาท ในรุ่นที่เป็น Full LED TV (การวางหลอด LED เต็มหลังจอ) จะอยู่ประมาณ 5 หมื่น – 1 แสนขึ้นไป สำหรับในรุ่น 50 นิ้วขึ้นไป
หวังว่าข้อมูลคงจะเป็นประโยชน์กับทุกท่านในการตัดสินใจเลือกซื้อทีวี และขอให้มีความสุขกับการชมภาพยนต์ที่ท่านชอบนะครับ

การเลือกซื้อของอย่างชาญฉลาด ตอนเลือกซื้อ Harddisk

การเลือกซื้อของอย่างชาญฉลาด ตอนเลือกซื้อ Harddisk
การเลือกซื้อ Harddisk เพทื่อมาใช้งานซักหนึ่งลูก บางครั้งมันก็เลือกยากเหมือนกัน เพราะนอกจากจะมียี่ห้อให้เลือกมากมายแล้ว ยังมีขนาดความจุที่แตกต่างกันออกไปอีกด้วย แต่วันนี้ผมจะแนะนำข้อมูลดีๆที่จะทำให้ทุกท่านตัดสินใจซื้อ Harddisk ได้ง่ายยิ่งขึ้น
1. ความจุของ Hard disk นั้นสำคัญมาก ท่าต้องคำนวณให้ดีว่างานที่ต้องการใช้เก็บข้อมูลมีขนาดใหญ่มากขนาดไหน ลองคิดดูหากท่านมีโปรเจคต์สำคัญมากงานหนึ่ง และท่านต้องบันทึกข้อมูลเพื่อไปเสนอลูกค้าในวันรุ่งขึ้น ทันใดนั้นเอง Hard disk ที่ท่านใช้บันทึกงานอยู่ก็เกิดเต็มขึ้นมา ตายล่ะนี่มันก็ตี 3 แล้ว จะไปหาซื้อได้ที่ไหนล่ะเนี่ย ท่านคงไม่อยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่านท่านใช่ไหม
2. ความเร็วรอบในการอ่านข้อมูล หลายท่านอาจจะคิดว่าไม่สำคัญ แต่ที่จริงแล้วเป็นสิ่งที่ท่านต้องคำนึงถึงในอันดับต้นๆเลยทีเดียว เพราะการโอนถ่ายข้อมูลระหว่างอุปกรณ์เชื่อมต่อนั้น จะส่งผลต่อความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูล ยกตัวอย่างท่านบันทึกหนัง HD สักเรื่อง ขนาดความจุอยู่ที่ประมาณ 10 GB ถ้าใช้ Hard disk ที่ความเร็วต่ำอาจจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง แต่ถ้าใช้ Hard disk ที่ความเร็วรอบสูง อาจจะใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง
3. การเชื่อมต่อ จะมี 2 ประเภทคือ IDE ที่เป็นระบบเก่า ลักษณะจะเป็นสายแพ เชื่อมต่อกับเมนบอร์ดของคอมพิวเตอร์ ส่วนอีกประเภทคือ SATA สายจะเป็นเส้นเล็ก ส่วนใหญ่จะเป็นสีแดง ปัจจุบันมีรุ่นที่เป็น SATA2 ที่สามารถโดนถ่ายข้อมูลได้เร็วขึ้นไปอีกประมาณ 2 เท่าของ SATA
4. การรับประกัน ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 5 ปี แต่มีบางยี่ห้อที่รับประกัน Life Time Warranty (รับประกันตลอดอายุการใช้งาน)
สุดท้ายหากตอนนี้ท่านกำลังมองหา Hard disk ซักลูก หวังว่าข้อมูลของผมคงทำให้ท่านตัดสินใจง่ายขึ้นนะครับ